อุบัติเหตุจากกีฬาเกิดได้เสมอ
ประโยชน์ที่คนเราได้รับจาก
“การเล่นกีฬา” นั้นมีค่ามหาศาล
ซึ่งนอกจากจะช่วยให้ได้ออกกำลังกายแล้วยังจะได้รับความสนุกสนานเพลิดเพลินไปพร้อมกันอีกด้วย
และนั่นคือที่มาของ “กระแสนิยม”
ที่ส่งผลให้คนไทยเราหันมาให้ความสนใจและให้เวลากับการเล่นกีฬามากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
อีกทั้งยังมี “ของเล่นใหม่ ๆ” มาท้าทายความสามารถของ “คนรุ่นใหม่”
ให้หันมานิยมเล่นกันอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน นั่นก็คือ “กีฬาประเภทสเก็ต” ที่จัดว่าเป็น
“กีฬาเอ็กซ์ตรีม” ยอดฮิตซึ่งได้รับความสนใจจากคนทุกเพศทุกวัย เพราะนอกจากจะได้ประโยชน์ดังที่เอ่ยไว้ในเบื้องต้นแล้ว
กีฬาประเภทนี้ยังเสริมสร้างความเท่ไปในตัวด้วยอีกต่างหาก...เพียงแต่ต้องขอทำความเข้าใจไว้นิดหนึ่งว่า...ภายใต้การออกกำลังกายที่สนุกนั้น
ก็มีอันตรายที่แอบแฝงอยู่ การเล่นกีฬาชนิดนี้มีความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บค่อนข้างสูง
เพราะเป็นกีฬาที่ต้องเคลื่อนไหวด้วยความเร็วบนพื้นผิวที่เรียบและแข็ง ซึ่งการบาดเจ็บส่วนใหญ่เกิดจากอุบัติเหตุ
เช่น หกล้ม เสียการทรงตัว กระทบ กระแทก...เพราะฉะนั้นผู้ที่สนใจคลั่งไคล้กีฬาประเภทนี้จึงควรต้องไม่ลืมคำนึงถึงประเด็นนี้
และเพื่อความปลอดภัยก็ควรมีเครื่องมือและอุปกรณ์ป้องกัน สำหรับปกป้องอวัยวะต่าง ๆ
จากอุบัติเหตุที่ไม่คาดคิดขณะที่กำลังสนุกกับการโลดแล่นไปตามเส้นทางไว้ด้วยทุกครั้ง...
แต่ถึงแม้จะป้องกันตัวเองเป็นอย่างดีแล้วก็ยังมีโอกาสเกิดการบาดเจ็บได้เสมอ ดังเช่นนักกีฬาสมัครเล่นอย่าง “คุณกนกพร อารยิกานนท์” ผู้มีนิคเนมว่า “คุณแอร์”
ได้พลาดท่าขณะกำลังสนุกกับการเล่น “ลองบอร์ด” โดยได้หกล้มผิดท่าจนเป็นเหตุให้
“เอ็นไขว้หน้าหัวเข่าฉีกขาด” ทำให้ต้องไปเข้ารับการรักษาที่ “ศูนย์บาดเจ็บการกีฬา
โรงพยาบาลลานนา” ในเวลาต่อมา ซึ่งเจ้าตัวได้เผยถึงเรื่องนี้ว่า

“...ปกติเป็นคนชอบออกกำลังอยู่แล้ว
และยิ่งมารู้จักกับกีฬาสเก็ต หรือลองบอร์ด ก็รู้สึกว่าชอบเพราะมันสนุกและท้าทายด้วย
โดยใช้เวลาฝึกซ้อมและเล่นกับเพื่อน ๆ เวลาว่าง หรือหลังเลิกงาน
ซึ่งวิธีเล่นเบื้องต้นของกีฬานี้ก็คือขึ้นไปยืนบนสเก็ตบอร์ด แล้วใช้เท้าไถกับพื้นดันไปข้างหน้า
สลับเท้าซ้าย เท้าขวา และทรงตัวอยู่บนบอร์ดไปตามเส้นทางที่เราเล่นนั่นเอง และวันหนึ่งขณะกำลังเล่น
จู่ ๆ ก็พลาดลื่นหกล้ม ยังดีที่พอมีสติ ตอนล้มจะล้มช้า ๆ แบบค่อย ๆ นั่งลง
ซึ่งก็พยายามทรงตัวไม่ให้ล้ม แต่มันค่อย ๆ พลิกไปเป็นท่านั่งพับเพียบ ก็เลยคิดว่าน่าจะเป็นสาเหตุทำให้หัวเข่าบิดตัว
โชคดีที่ใส่อุปกรณ์เซฟตี้อยู่ทั้งตัว เลยไม่ถลอก ไม่บอบช้ำเท่าไหร่ แต่หลังจากที่ล้มปุ๊บ ก็รู้สึกเจ็บจี้ดแล้วร้อนที่หัวเข่าทันที
ปวด ๆ ชา ๆ ขยับไม่ได้ รู้สึกเลยว่าเข่าไม่มีแรง
ก็เลยนั่งพักสัก 10 นาทีจึงสามารถลุกขึ้นยืนพอทรงตัวได้ แต่ไม่ปกติเหมือนเดิม
ยังดีที่พอจะกลับบ้านได้อยู่ หลังจากนั้นก็ได้รักษาอาการตัวเองด้วยการประคบหัวเข่า
ทายา และกินยาก็เริ่มดีขึ้นจนเข่าเริ่มหายบวม ก็ใช้ชีวิตเรื่อยมา
แต่ไม่นานหลังจากนั้นก็มาพลาดท่าล้มที่บ้านตัวเองอีก เพราะแค่เหยียบเชือกบนพื้นเท่านั้นเอง จึงเริ่มสังเกตว่าหัวเข่าตัวเองผิดปกติ เริ่มทรงตัวไม่อยู่
เข่าอ่อนแรงกว่าเดิม แต่ก็ยังฝืนเพราะคิดว่าเดี๋ยวก็หายได้เอง จนไปเล่นแบดมินตันแล้วก็เป็นซ้ำอีกรอบคือยิ่งเล่นก็ยิ่งเจ็บ โดยหารู้ไม่ว่านั่นคือการซ้ำเติมให้อาการหนักกว่าเดิม
ทำให้เข่าที่บาดเจ็บจากฉีกกลายเป็นขาดได้จนอาการเจ็บจี๊ดไม่ยอมหาย เพราะเราไม่เข้าใจปัญหาของการบาดเจ็บจึงนำไปสู่อาการเรื้อรัง
และหนักกว่าเดิมและเริ่มรู้สึกว่านี่ไม่ใช่เรื่องปกติแล้ว
จึงตัดสินใจไปที่ศูนย์บาดเจ็บการกีฬา โรงพยาบาลลานนา เพื่อให้คุณหมอด้านเวชศาสตร์การกีฬาช่วยรักษาอาการค่ะ...”
ไม่ได้คิดผ่าตัดรักษาเพราะคิดว่าหายเองได้ !!ต้องขอชื่นชมการตัดสินใจของ
“คุณแอร์” ที่มีความเข้าใจในเรื่องของการรักษาภาวะอาการที่เกิดขึ้นโดยได้เล็งไว้ก่อนว่าควรต้องไปพึ่งพาหาหมอที่ชำนาญการเฉพาะทางน่าจะถูกที่ถูกทางกว่า
จึงทำให้ได้รับการดูแลจาก “นพ.ศศินทร์ ศรีสกุล...แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์การกีฬา
และการผ่าตัดผ่านกล้องข้อหัวเข่าและหัวไหล่” ซึ่งประจำอยู่ที่ “ศูนย์บาดเจ็บการกีฬา รพ.ลานนา” นั่นเอง โดยที่ “คุณหมอศศินทร์”
ให้ข้อมูลกรณีนี้ว่า

“...เป็นภาวะอาการอันเกิดจาก เอ็นไขว้หน้าเข่าขาด
ที่เรียกย่อ ๆ เป็นภาษาอังกฤษว่า ACL ซึ่งเป็นภาวะที่พบบ่อยในคนที่เล่นกีฬา
หรือแม้แต่ในคนทั่วไปที่ไม่ได้เล่นกีฬาก็อาจเกิดภาวะนี้ได้เช่นกัน เช่น
อุบัติเหตุจราจร ตกบันได เข่าพลิก หรือ เข่าบิด
โดยคนไข้มักจะมาด้วยอาการปวดเข่าเฉียบพลันหลังการบาดเจ็บ อาจจะได้ยินเสียงดัง
หรือเสียงลั่นในข้อ มีอาการปวดเข่า เข่าบวม ไม่สามารถเล่นกีฬาต่อได้ ถ้าไม่ได้รับการตรวจวินิจฉัยโดยแพทย์เฉพาะทาง
อาจไม่สามารถตรวจเจอได้อย่างรวดเร็ว
เนื่องจากคนไข้มักจะกลับไปเดินได้หลังจากหายปวดประมาณ 1-2 สัปดาห์ ซึ่งตรงนี้เอง
ผู้ป่วยบางคนมักจะละเลยการรักษา เพราะคิดว่าตัวเองหายดีแล้ว
แต่เมื่อกลับไปเล่นกีฬาหรือ ใช้งานอีก จะรู้สึกว่าข้อเข่าไม่มั่นคง โยกเยก
หรือเจ็บปวดข้อเข่ารุนแรง จนไม่สามารถทำกิจกรรมต่อได้
และเสี่ยงต่อการเกิดหมอนรองข้อเข่าฉีกขาด หากไม่รักษา
จะส่งผลต่อกระดูกข้อเข่าในระยะยาว จนอาจกลายเป็นข้อเข่าเสื่อมในอนาคตได้อีกด้วยครับ...”
หลังจากได้ทราบจากคุณหมอว่า “เอ็นไขว้หน้าเข่าฉีกขาด”
ทำให้ “คุณแอร์” รู้สึกตกใจเพราะไม่คิดว่าหกล้มแค่นี้ถึงกับเอ็นขาดเชียวหรือ
ซึ่งตอนแรกผู้ป่วยรายนี้ยังลังเลว่าจะรักษาแบบไหนและได้ไปปรึกษาคนรอบข้างที่เล่นกีฬาด้วยกันและบางคนก็มีอาการแบบเดียวกัน
แต่ไม่มีใครเลือกไปรับการผ่าตัดโดยบอกกันว่าออกกำลังกายเสริมกล้ามเนื้อก็ หายได้เหมือนกัน
แต่หลังจากที่ได้หารือกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์การกีฬาโดยตรงแล้วช่วยให้ทราบว่าหากปwล่อยไว้นาน
ๆ โดยไม่รักษา อาจส่งผลให้ข้อเข่าเสื่อมได้ และเนื่องจากอายุยังไม่มากถ้าหากเข้ารับการผ่าตัดตอนนี้จะสามารถฟื้นตัวได้เร็ว
และยังสามารถกลับไปเล่นกีฬาได้...นอกจากนี้คุณหมอยังได้อธิบายถึงการผ่าตัดรักษาเอ็นไขว้หน้าเข่าด้วยว่าปัจจุบันที่ความก้าวหน้าไปถึงขั้นที่มีการใช้ “เทคโนโลยีการผ่าตัดส่องกล้อง”
ซึ่งไม่น่ากลัวอย่างที่ใคร ๆ เข้าใจ จึงตัดสินใจให้คุณหมอผ่าตัดรักษาด้วยเทคโนโลยีนี้ในที่สุด

“ทางเลือกใหม่” สำหรับการรักษาอาการ
ก่อนหน้านี้การรักษาภาวะอาการแบบเดียวกับที่เกิดกับ
“คุณแอร์” จะเป็นการผ่าตัดแบบเปิด ซึ่งเป็นไปได้ว่าอาจเกิดผลข้างเคียงหลังการรักษา
ด้วยเหตุที่ผู้ป่วยต้องเสียเลือดมากระหว่างการผ่าตัด รวมทั้งกล้ามเนื้อรอบ ๆ
หัวเข่าจะเกิดการบอบช้ำจากการผ่าตัดจึงส่งผลให้ต้องพักรักษาตัวหลายวัน จึงเป็นที่มาของการนำ
“เทคโนโลยีผ่าตัดผ่านกล้อง” มาเป็น “ทางเลือก”
สำหรับยุคปัจจุบัน โดย “คุณหมอศศินทร์” อธิบายว่า
“..ข้อดีอย่างแรกคือแผลมีขนาดเล็กลงจึงช่วยให้การบาดเจ็บเนื้อเยื่อน้อยกว่า
ฟื้นตัวหลังผ่าตัดเร็วกว่า และโอกาสที่เข่าจะยึดติดก็น้อยลง
นอกจากนี้การผ่าตัดแบบผ่านกล้องจะช่วยให้แพทย์มองเห็นพยาธิสภาพในข้อเข่าได้ชัดเจนกว่าเพราะมีเลนส์มาขยายให้ปรากฏเป็นภาพขนาดใหญ่บนจอรับภาพ
ประกอบกับอุปกรณ์ที่ใช้ในการผ่าตัดผ่านกล้องมีขนาดเล็กสามารถสอดเข้าทำการผ่าตัดในพื้นที่แคบ
ๆ ในเข่าได้สะดวก โดยที่เทคโนโลยีการผ่าตัดผ่านกล้องยังช่วยให้แพทย์สามารถเย็บซ่อม
หรือเจียร์หมอนรองกระดูกได้ง่ายขึ้นอีกด้วยครับ...”
เพราะอย่างนี้เอง “คุณแอร์”
จึงสามารถลุกขึ้นเดินได้เลยในวันต่อมาหลังการผ่าตัดโดยใช้ไม้ค้ำช่วยพยุงเดิน และพักฟื้นที่โรงพยาบาลประมาณ
1 สัปดาห์คุณหมอก็อนุญาตให้กลับบ้านได้แล้ว...อีกไม่นานก็คงไปโลดแล่นบน “ลองบอร์ด”
ตามเดิม...